หน้าหลัก
     ความเป็นมา
     บทบรรณาธิการ
     กองบรรณาธิการ
     รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ
     ค้นหาบทความ
     ค้นหาวารสาร
     การเตรียมต้นฉบับ
     ใบสมัครสมาชิกวารสาร
     ศึกษาศาสตร์

     ติดต่อเรา
 
จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด
ผู้เข้าชม  000024,075  คน
Login | สมัครเพื่อใช้งานระบบ และ ส่งบทความ  |

 
  การเตรียมต้นฉบับ
 
ต้นฉบับที่เป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ หรือทั้ง 2 ภาษา ควรใช้รูปแบบของตัวอักขระ (font) ชนิด Angsana New ขนาด 15 พอยท์ พิมพ์หน้าเดียวบนกระดาษ A4 ความยาวอยู่ระหว่าง 10-15 หน้า โดยประกอบไปด้วย
1. ชื่อเรื่อง ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดยในกรณีที่เป็นบทความภาษาไทยให้ใส่ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษไว้ใต้ชื่อเรื่องภาษาไทย สำหรับกรณีที่เป็นบทความภาษาอังกฤษ ให้ใส่ชื่อเรื่องภาษาไทยไว้ใต้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ ชื่อเรื่องควรเป็นชื่อที่สั้น กะทัดรัด แต่ได้ใจความตรงกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาสาระ
2. ชื่อผู้เขียน ตำแหน่ง และสถานที่ทำงานทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
3. เนื้อหา สำหรับบทความภาษาไทยที่มีศัพท์ภาษาอังกฤษ ควรแปลศัพท์เป็นภาษาไทยหรือทับศัพท์เป็นภาษาไทย        (ในกรณีที่ไม่สามารถแปลได้) ให้มากที่สุด แต่สามารถวงเล็บคำภาษาอังกฤษไว้ได้ เนื้อหาสาระควรใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่ายมีความหมายชัดเจน ในกรณีที่ใช้คำย่อ (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) จะต้องเขียนคำเต็มไว้ครั้งแรกก่อน เนื้อหาสาระของบทความที่ขอรับการพิจารณาลงตีพิมพ์ต้องประกอบด้วย
     3.1 เรื่องย่อ หรือบทคัดย่อ ในกรณีที่เป็นบทความทางวิชาการ ต้องมีเรื่องย่อ และกรณีที่เป็นบทความวิจัยต้องมีบทคัด   ย่อ    ทุกบทความจะต้องมีเรื่องย่อ 2 ภาษา คือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยหากบทความเป็นภาษาไทยให้จัดเรียง  เรื่องย่อหรือบทคัดย่อเป็นภาษาไทยไว้ก่อนและหากเป็นบทความภาษาอังกฤษก็ให้จัดเรียงเรื่องย่อหรือบทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษไว้ก่อนเสมอ เรื่องย่อหรือบทคัดย่อต้องมีความยาวไม่เกิน 250 คำ หรือมีความยาวรวมกันทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ โดยมีลักษณะเป็นร้อยแก้วอย่างละ 1 ย่อหน้า ซึ่งครอบคลุมสาระสำคัญของเรื่อง
  3.2 ในกรณีที่เป็นบทความทางวิชาการ เนื้อหาสาระของบทความต้องประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ ดังนี้
      3.2.1 บทนำ หรือความนำ เป็นการกล่าวถึงความสำคัญและที่มาของเรื่องหรือประเด็นในบทความและวัตถุประสงค์ของบทความ
  3.2.2 เนื้อหาแบ่งประเด็นหัวข้อออกเป็นส่วน ๆ โดยเป็นหัวข้อนำพิมพ์ด้วยตัวเลขชิดขอบด้านซ้ายของกรอบ
  3.2.3 สรุป เป็นการสรุปสาระของเรื่องด้วยข้อความที่กระชับ แต่มีความชัดเจน
  3.2.4 บรรณานุกรม ให้ใช้บรรณานุกรมตาม APA Style 6th ed.
3.2.5 ภาคผนวก (ถ้ามี)
  3.3 ในกรณีที่เป็นบทความวิจัย เนื้อหาสาระควรแบ่งเป็นส่วน ๆ ดังต่อไปนี้
      3.3.1 คำนำ เป็นการกล่าวถึงความสำคัญและที่มาของปัญหาหรือเหตุผลที่ทำการวิจัย โดยควรมีการอ้างอิง งานวิจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  3.3.2 วัตถุประสงค์การวิจัย
  3.2.3 สรุป เป็นการสรุปสาระของเรื่องด้วยข้อความที่กระชับ แต่มีความชัดเจน
  3.3.3 สมมติฐานหรือปัญหาการวิจัย (ถ้ามี)
3.3.4 กรอบแนวคิดการวิจัย (ถ้ามี) ควรเขียนเป็นบทร้อยแก้ว หรือใช้ภาพประกอบเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ
3.3.5 วิธีดำเนินการวิจัย กล่าวถึงประชากรและกลุ่มตัวอย่าง วิธีสุ่มตัวอย่าง แหล่งที่มาของข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
3.3.6 สรุปผลการวิจัยและอภิปรายผล เป็นการนำเสนอผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ โดยมีข้อวิจารณ์ที่อ้างอิงทฤษฎีหรือมีการเปรียบเทียบผลการวิจัยกับงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
3.3.7 ข้อเสนอแนะ ประกอบด้วย ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ และข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
3.3.8 บรรณานุกรม ให้ใช้รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมตาม APA Style 6th ed.
3.3.9 ภาคผนวก ตาราง และภาพประกอบในภาคผนวก ควรมีเฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยอาจใช้ภาพถ่าย ขาว-ดำ ส่งแนบมาพร้อมต้นฉบับหรือพิมพ์รวมมาในต้นฉบับที่ส่งมาให้ชัดเจน ในกรณีของตารางจะต้องมีการเรียงลำดับตาราง และมีชื่อตารางหรือคำอธิบายประกอบตารางด้วย ส่วนภาพประกอบจะต้องเรียงลำดับภาพ พร้อมชื่อภาพหรือคำอธิบายประกอบที่บริเวณใต้ภาพด้วยเช่นกัน
 
 
บทความที่ส่งต้องไม่เคยลงตีพิมพ์ในวารสารใดๆ มาก่อน
ตัวอย่างบรรณานุกรม
 
 



created by : css.journal.2013@gmail.com